ข้อมูลสำคัญทันใจ
ลิงก์ลัดเครือข่าย ส.ก.น.
แนะนำเว็บไซต์นักเรียน
แนะนำเว็บไซต์ศิษย์เก่า
นำทางเว็บไซต์
Talk of the School
พูดคุยกับเพื่อนๆ ได้ใน Suannon Board
Comment ล่าสุด
- ทางจักรยาน (CRITICAL MASS ปั่นกันเถอะเรา.. ทุกศุกร์สิ้นเดือน)
- potechara (มาแลกลิงก์กับ suannonweb)
- Satoru - JaNNeR (BRAND'S Summer Camp)
- Power ranger (BRAND'S Summer Camp)
- พี่นา (ร่วมเดินรณรงค์แจกดอกกุหลาบที่ มีข้อความรณรงค์เกี่ยวกับโรคเอดส์)
- โอม (“ กีฬากีฬา เป็นยาวิเศษ... ฮ้า ไฮ้!! ”)
- Satoru - JaNNeR (อบรมทำภาพยนตร์ ฟรี)
- โม (อบรมทำภาพยนตร์ ฟรี)
- PalaDin_Ss (อบรมทำภาพยนตร์ ฟรี)
- แมงปอ (โครงการเขียนเรียงความ “Britannica Bright Brain”)
ห้องสมุด ดีกว่า อินเทอร์เน็ตจริงหรือ
1 กรกฎาคม 2007, 10:57 โดย สกณัฐ ป้าย: ห้องสมุด, อินเทอร์เน็ตแปลและเรียบเรียงโดย ปาจรีย์ พิพัฒน์ชูเกียรติ
“การอ่าน คือ วัฒนธรรม” เป็นนิยามของ Matthew Arnold นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ชาวอังกฤษ แต่สภาพการสอบเก็บคะแนนการอ่านใน หมู่เด็กนักเรียน อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน กำลังทำให้ทั้งชาติและวัฒนธรรมของเราตกอยู่ในสภาพน่าเป็นห่วง ยิ่งไปกว่านั้นการที่สถาบันการศึกษาต่างๆ โดยเฉพาะระดับอนุบาล จนถึงมัธยมต่างพากันกรูเข้าสู่การเรียนการสอนโดยอินเตอร์เน็ต ทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลง และเมื่อบวกกับความนิยมการอ่าน ที่ถดถอยลงไปเรื่อยๆ ถ้าไม่มีหนังสือ Harry Potter เข้ามาช่วยไว้ ความหวังของห้องสมุดที่ริบหรี่อยู่แล้วก็คงดับมืด แล้วเราก็ได้ตระหนักว่า ห้อง สมุดกำลังอยู่ในภาวะที่น่ากลัดกลุ้มเพียงใด เมื่อเจ้าหน้าที่ทางการศึกษาระดับสูงแสดงความคิดเห็นว่า “คุณไม่รู้หรือว่า อินเตอร์เน็ต ทำให้ห้องสมุด กลายเป็นสิ่งล้าสมัยไปแล้ว”
เพื่อพยายามรักษาวัฒนธรรมการอ่านของเราไว้ และเหนือสิ่งอื่นใด เพื่อแก้เจตนาดีที่ชี้นำไปผิดทางของคนบางกลุ่มที่ไม่ใช่บรรณารักษ์ที่เชื่อว่า เราจะเข้าถึงยูโทเปียได้จากอินเตอร์เน็ต นี่คือเหตุผล 10 ประการ ที่ทำไม อินเตอร์เน็ตจึงไม่สามารถเข้ามาแทนที่ห้องสมุดได้
1. ราคาในการสืบค้น ถึงแม้เว็บเพจจะมีมากกว่าหนึ่งร้อยล้านเว็บจนจำไม่หมด แต่ข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตที่เปิดให้ใช้โดยไม่คิดราคามีน้อย มาก ตัวอย่างเช่นมีแค่ประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์จากวารสารทั้งหมดบนเว็บ และเป็นเศษส่วนที่น้อยกว่านั้นอีกสำหรับหนังสือ สรุปก็คือต้องจ่ายทั้งคู่ ยิ่งถ้า คุณต้องการ ค้นข้อมูลจากJournal of Biochemistry, Physics Today หรือ Journal of American History แล้วล่ะก็ คุณจะต้อง จ่ายเงินเป็นร้อยๆ ถึงพันๆ เหรียญ เลยทีเดียว
2. เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร อินเตอร์เน็ตก็เหมือนกับห้องสมุดขนาดยักษ์ที่ไม่ได้ทำรายการหนังสือไว้ ไม่ว่าคุณจะใช้ Hotbot, Lycos, Dogpile, Infoseek หรือเครื่องมือช่วยค้นอะไรก็ตามอีก 1 โหล คุณก็ไม่อาจค้นข้อมูลที่ต้องการได้ครบเหมือนสโลแกนที่มักได้ยินเกี่ยว กับอินเตอร์เน็ตว่า “ค้นได้ทุกอย่าง” นอกจากนั้น พวกเว็บไซด์ทั้งหลายก็มักไม่ได้ทำการ update ข้อมูลรายวัน รายสัปดาห์ หรือแม้กระทั่งรายเดือน อย่างที่โฆษณาไว้ ถ้าบรรณารักษ์บอกคุณว่า “นี่คือ 10 บทความเกี่ยวกับชาวอินเดียแดงความจริงเรามีอีก 40 บท แต่เรายังไม่ให้คุณดูจนกว่าคุณจะลอง ค้นจากห้องสมุดอื่นเสียก่อน” คุณคงโกรธจนดิ้นไปแล้ว แต่อินเตอร์เน็ตมักทำแบบนี้ประจำและดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจ
3. ยังไม่มีการควบคุมคุณภาพ ใช่แล้ว เราต้องการอินเตอร์เน็ต แต่สิ่งที่แถมมากับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และประวัติศาสตร์ ก็คือกอง ขยะปฏิกูลดีๆ นี่เอง หากพวกวัยรุ่นไม่มัวแต่ศึกษาเรื่องเพศจากเว็บไซด์ลามกต่างๆ พวกเขาก็ได้ความรู้ทางรัฐศาสตร์จาก Freeman Webpage หรือข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อชาติจากเว็บ Klan ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเว็บไซด์ที่ควรถูกลบออกทั้งนั้น แต่มันไม่มีการควบคุม คุณภาพบนเว็บ แล้วก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะมีด้วย ผิดกับห้องสมุดที่ซึ่งบรรดาสิ่งพิมพ์ไร้สาระ หรือเป็นพิษเป็นภัยเป็นสิ่งหายาก แต่หากจะมีแหล่งสะสม ความไร้สาระพวกนั้น ก็คงพบได้บ่อยบนอินเตอร์เน็ต เพราะไม่ว่าใครก็ตามย่อมสามารถใส่อะไรก็ได้ลงบนเว็บ
4. ข้อมูลที่ไม่ครบอาจเป็นภัย จริงอยู่ที่วารสารอิเล็คทรอนิกสนำคุณประโยชน์มาให้ห้องสมุดอย่างมาก แต่เว็บไซด์ที่เป็นฉบับสมบูรณ์ (full text) ก็ไม่ได้ให้เนื้อหาครบถ้วนเสมอไป และสิ่งที่ขาดหายไปก็อาจก่อให้เกิดความเสียหายได้ อาทิ 1) บทความบนเว็บไซด์มักจะขาดส่วนประกอบ บางอย่าง 2) ตาราง กราฟ และสูตรการคำนวณต่างๆ มักแสดงผลในรูปแบบที่ไม่สามารถอ่านได้ (โดยเฉพาะเมื่อพิมพ์ออกมาแล้ว) และ 3) รายชื่อ วารสารอิเล็คทรอนิกส์ที่บอกรับเป็น แพคเกจนั้นมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ และมักไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าห้องสมุดอาจเริ่มแพคเกจในเดือนกันยายน ด้วยวารสารอิเล็คทรอนิกส์จำนวนหนึ่ง แต่สิ้นสุดแพคเกจด้วยจำนวนที่ต่างออกไป ในเดือนพฤษภาคม แถมชื่อวารสารก็เปลี่ยนไปด้วย และถึงแม้ห้อง สมุดจะต้องจ่ายเงินถึง 1,000 เหรียญ เพื่อบอกรับข้อมูลเหล่านี้ ก็ยังไม่ค่อยได้รับการแจ้งการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ให้ทราบล่วงหน้าอยู่ดี เรายังคงยืนยัน บอกรับวารสารดิจิทัลอยู่ แต่ข้อมูลที่เราจะได้นั้นควรต้องผ่านการใช้วิจารณญาณ ในการวางแผนและประเมินวัดผลมาแล้วอย่างรอบคอบ มิใช่ได้เนื้อหา ครบถ้วนทุกอย่างยกเว้นความน่าไว้วางใจ
5. ผลประโยชน์มาก่อนในอินเตอร์เน็ต จริงอยู่ที่เราสามารถมีโรงเรียนมัธยมแห่งชาติ มหาวิทยาลัยแห่งชาติแห่งเดียว และมียาม ประจำคณะอีก ไม่กี่คนทำหน้าที่สอนโดยผ่านวิดีโอหรือถ้าจะให้ดี ลองก้าวไกลไปอีกขั้นด้วยการมีทีมกีฬาในรูปแบบดิจิทัลกันดีกว่า เพื่อการประหยัด ที่แท้จริง! แต่การที่จะให้รัฐซื้อหนังสือเพียงเล่มเดียว และกระจายให้ทุกห้องสมุดใช้ได้บนเว็บนั้นไม่มีทาง ตั้งแต่ปี ค.ศ.1970 เป็นต้นมา มีการ ตีพิมพ์ ์ ผลงานวิชาการประมาณ 50,000 เรื่องในทุกปีจนถึงปัจจุบันมีจำนวนเกือบ 1.5 ล้านเรื่อง และจำนวนนี้มีน้อยกว่า 2 แสนเรื่องที่ค้นหาได้บนอินเตอร์เน็ต แถมเรื่องที่อยู่บนเน็ตประมาณ 20,000 ชื่อเรื่อง ยังเป็นเรื่องที่ตีพิมพ์ขึ้นก่อนปี ค.ศ.1925 เสียอีกทำไมน่ะหรือ ก็เพราะเรื่องเหล่านั้นไม่มีข้อจำกัดทาง ลิขสิทธิ์มาบังคับ แล้วทำให้ราคาถีบตัวสูงขึ้น 2-3 เท่าของต้นทุน และสุดท้าย ตัวแทนจำหน่ายจะให้ห้องสมุดแต่ละแห่งใช้หนังสือ อิเล็คทรอนิกส์ ได้แห่งละ 1 copy ถ้าคุณยืมหนังสือออกโดยผ่านเว็บ คนอื่นก็ไม่สามารถดูได้จนกว่าคุณจะคืนมัน ก็เหมือนเดิมคือตามคิว แต่ถ้าคุณคืนหนังสือเกิน กำหนดล่ะก็ จะไม่มีข้อต่อรองจำพวก “หมาคาบหนังสือของหนูไป” อีกแล้ว เพระาคุณจะถูกหักเงินจากบัญชีธนาคารทันทีโดยอัตโนมัติ
6. สุขภาพของผู้อ่าน E-books คนส่วนใหญ่มักจะลืมสิ่งที่เราเคยพูดกันไว้เกี่ยวกับไมโครฟิล์ม “มันทำให้ห้องสมุดย่อส่วนลงเหลือแค่ กล่องรองเท้า” หรือคำพูดเมื่อโทรทัศน์สื่อการศึกษาออกมาใหม่ๆ “ในอนาคตเราจะต้องการครูน้อยลง” และคงต้องรอพิสูจน์กันต่อไปสำหรับคำพูดใน วันนี้เกี่ยวกับ E-book ถ้าใครลองอ่านหนังสืออิเล็คทรอนิกส์นานกว่าครึ่งชั่วโมง จะพบอาการปวดศรีษะและเมื่อยล้าสายตาเป็นผลตอบแทนที่ดีที่สุด แล้วหากสิ่งที่จะอ่านยาวกว่า 2 หน้ากระดาษล่ะ คุณจะทำอย่างไง พิมพ์มันทุกครั้งที่ต้องอ่านหรือ มากไปกว่านั้นคือราคาที่ผู้อ่านต้องจ่ายจะอยู่ที่ 200 ถึง 2,000 เหรียญ อันที่ถูกกว่าจะอ่านยากกว่า ถ้าถามว่าสถานการณ์นี้จะเปลี่ยนแปลงไหมก็อาจจะ แต่ปัจจุบันยังไม่มีแรงผลักดันทางการตลาดที่จะมา เปลี่ยนแปลงมัน แล้วดูเหมือนว่าจะไม่มีการ เปลี่ยนแปลงภายใน 75 ปีนี้ด้วย
7. มหาวิทยาลัยขนาดห้องสมุดไม่ได้ เมื่อไม่กี่ปีมานี้ มหาวิทยาลัยแห่งรัฐใหม่ล่าสุดในแคลิฟอร์เนียที่เมือง Monterey เปิดสอนโดย ไม่มีห้องสมุด แต่ใน 2 ปีที่ผ่านมา พวกเข้าต้องสือหนังสือจำนวน 10,000 เล่ม ด้วยสาเหตุที่ว่า พวกเขาไม่พบสิ่งที่ต้องการบนอินเตอร์เน็ต ได้มีการ รวมตัวครั้งใหญ่ระดับโลก ในหมู่วิศวกร และผู้ที่คลั่งไคล้ในคอมพิวเตอร์ที่ California Polytechnic State University เพื่อสำรวจความ เป็นไปได้ในการมีห้องสมุดเสมือน (ที่ทรัพยากรทุกอย่างอยู่ในรูปอิเล็คทรอนิกส์) โดยใช้เวลาทำการศึกษา 2 ปี และทางออกของพวกเขาก็คือ การมี ห้องสมุดแบบเดิมด้วยทุน 42 ล้านเหรียญ พร้อมทรัพยากรอิเล็คทรอนิกส์ที่แข็งแกร่งเป็นส่วนประกอบ หรือจะให้พูดอีกอย่างก็คือ ห้องสมุดเสมือน จริงๆ นั้นทำไม่ได้ หรือยังทำไม่ได้ในปัจจุบัน อย่างไรก็ไม่ได้ภายในชั้วอายุของเรา
8. ต้นทุนในการสร้างห้องสมุดเสมือน ต้นทุนของการจัดเก็บทุกอย่างในรูปดิจิทัลนั้นสูงอย่างไม่น่าเชื่อ แค่ต้นทุนในการขอลิขสิทธิ์ ก็เป็นสิบๆ ล้านเหรียญ แล้ว นี่เป็นเงินพอซื้อลิขสิทธิ์ให้แค่ห้องสมุดเสมือนหนึ่งแห่งในหนึ่งมหาวิทยาลัยเท่านั้น บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Questia Media ใช้เงินถึง 125 ล้านเหรียญ ในการจัดเก็บหนังสือ 50,000 เล่ม ในรูปดิจิทัลในเดือนมกราคม (แต่ไม่ใช่สำหรับห้องสมุด) ในอัตราราคาเดียว กันนี้หากเราจะสร้างห้องสมุดขนาด กลางที่มีหนังสือประมาณ 400,000 เล่ม ให้เป็นห้องสมุดเสมือนจะต้องใช้งบประมาณถึง 1 พันล้านเหรียญ ถึงจะมั่นใจได้ว่านักศึกษาจะค้นข้อมูลได้ทั่วถึงในทุกๆ ที่และทุกเวลาที่ต้องการ และสุดท้ายคุณจะทำอย่างไงกับตัวเล่มหนังสือหายากและหนังสือ ที่มี คุณค่าราคาแพงต่างๆ เมื่อมันถูกจัดเก็บในรูปดิจิทัลแล้วทิ้งลงขยะไปหรือ นอกจากนี้คุณยังต้องภาวนาเสมอว่าไฟฟ้าจะไม่ดับ แน่นอนนักศึกษายังคง สามารถอ่านภายใต้แสงเทียนได้ แต่พวกเขาจะอ่านอะไรล่ะ
9. อินเตอร์เน็ต : กว้างไกล ทันสมัย แต่ไม่ลึกซึ้ง เมื่อมองอินเตอร์เน็ตในแนวลึกแล้ว จะพบแต่การเพิกถอนยกเลิกรายการเก่าๆ เพื่อ แทนที่ด้วย รายการที่ใหม่กว่า แต่การดึงรายการออกนั้นไม่ได้ทำเฉพาะรายการที่ควรทำ แต่ได้ยกเลิกรายการที่ไม่ควรยกเลิกออกไปด้วย มีข้อมูลที่อายุ มากกว่า 15 ปีไม่มากเลยที่อยู่บนอินเตอร์เน็ต เพราะคนขายมักจะเติมนิตยสารเล่มใหม่เข้ามาแล้วตัดปีเก่าๆ ออก ทั้งๆ ที่เรื่องที่เก่ากว่านั้นอาจมี ประโยชน์มาก และจำเป็นสำหรับนักศึกษาที่จะต้องใช้ค้นคว้า การจะค้นข้อมูลเก่านั้นแพงมาก
10. อินเตอร์เน็ตพบพาได้ทุกที่ แต่หนังสือพกพาได้ทุกทาง เมื่อไม่นานมานี้มีการสำรวจเกี่ยวกับผู้ที่ซื้อหนังสืออิเล็คทรอนิกส์ และพบว่ามากกว่า ร้อยละ 80 ของพวกเขาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพวกเขาซื้อหนังสือที่ถูกตีพิมพ์บนกระดาษโดยผ่านอินเตอร์เน็ต ไม่ใช่อ่านจากหน้าจอ มนุษย์เรามีวัฒนธรรมการอ่านจากสิ่งพิมพ์มานานเกือบ 1,000 ปี ซึมซาบอยู่ในสายเลือด และมันคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ ภายใน 75 ปีข้าง หน้า ถึงจะมีการสันนิฐานว่ามันอาจเปลี่ยนแปลงได้จากบริการรับส่งข้อมูลทางอิเล็คทรอนิกส์ที่มีในปัจจุบัน ซึ่งก่อให้เกิดคุณประโยชน์มหาศาล แต่ทว่า มนุษย์เราคงต้องการที่จะขดตัวอยู่กับหนังสือดีๆ สักเล่ม แทนคอมพิวเตอร์ขนาดพกพา อย่างน้อยก็ภายในอนาคตที่พอมองเห็นได้
เว็บไซด์เป็นสิ่งมหัศจรรย์แต่มันเป็นความน่าเศร้าใจอย่างยิ่งที่มีคนพยายามจะทำให้อินเตอร์เน็ตเข้ามาแทนที่ห้องสมุดมากกว่าจะเป็นอุปกรณ์ประกอบ
ห้องสมุดคือตัวแทนภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของเรา ตั้งแต่เสาไม้สลักของเหล่าอินเดียแดง จนถึงความรู้ทั้งหมดทั้งปวง ถ้าเรามองว่าห้องสมุดกลายเป็นสิ่ง พ้นสมัย โบราณคร่ำครึ นั่นก็เป็นสัญญาณของจุดจบแห่งจิตสำนึกที่มีต่อประเทศชาติ สิ่งที่เหลืออยู่ในวัฒนธรรมของเราจะถูกโยนลงถังขยะ แห่งประวัติ ศาสตร์ ไม่มีใครทราบได้ดีเท่าบรรณารักษ์หรอกว่า เพียงแค่ทุนในการดำเนินงานห้องสมุด พวกเราก็ต้องพยายามหาทุกวิถีทางที่จะใช้งบประมาณที่มีเพียง น้อยนิดให้พอโดยที่ไม่ต้องตัดทอนบริการลง อินเตอร์เน็ตนั้นเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่มหัศจรรย์ แต่การที่บางคนกล่าวว่ามันกำลังเข้ามาแทนที่ห้องสมุด ที่กลายเป็นสิ่งที่ ล้าสมัยไปแล้วนั้น เป็นเรื่องเหลวไหลพอๆ กับการบอกว่ารองเท้าทำให้เท้าเป็นสิ่งไม่จำเป็นเลยทีเดียว
————————————————————————————————————————
ที่มา : โดมทัศน์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 1 (มกราคม – มิถุนายน 2544)

← ชีวิต คือการเรียนรู้ ↑ กลับด้านบน ↑ จดหมายเปิด On Community and Journalism →