ข้อมูลสำคัญทันใจ
ลิงก์ลัดเครือข่าย ส.ก.น.
แนะนำเว็บไซต์นักเรียน
แนะนำเว็บไซต์ศิษย์เก่า
นำทางเว็บไซต์
Talk of the School
พูดคุยกับเพื่อนๆ ได้ใน Suannon Board
Comment ล่าสุด
- ทางจักรยาน (CRITICAL MASS ปั่นกันเถอะเรา.. ทุกศุกร์สิ้นเดือน)
- potechara (มาแลกลิงก์กับ suannonweb)
- Satoru - JaNNeR (BRAND'S Summer Camp)
- Power ranger (BRAND'S Summer Camp)
- พี่นา (ร่วมเดินรณรงค์แจกดอกกุหลาบที่ มีข้อความรณรงค์เกี่ยวกับโรคเอดส์)
- โอม (“ กีฬากีฬา เป็นยาวิเศษ... ฮ้า ไฮ้!! ”)
- Satoru - JaNNeR (อบรมทำภาพยนตร์ ฟรี)
- โม (อบรมทำภาพยนตร์ ฟรี)
- PalaDin_Ss (อบรมทำภาพยนตร์ ฟรี)
- แมงปอ (โครงการเขียนเรียงความ “Britannica Bright Brain”)
นักเรียนนอกระบบตามอัธยาศัย (ตัวจริง)
29 สิงหาคม 2007, 23:20 โดย สกณัฐ ป้าย: นอกระบบแม่บอกว่าผมคลอดก่อนกำหนด ตัวเล็กกะจิดริด ผิวบางยังกะไข่ปอก ร่างกายปวกเปียก เลี้ยงยากจะรอดมิรอดแหล่มาตั้งแต่เด็กๆ เดินเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลเป็นว่าเล่น…
ผมเกิดมาในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ…
ระหว่างภูมิปัญญาพื้นถิ่น กับวิทยาการสมัยใหม่…
ระหว่างความเป็นชาวสยาม กับความเป็น Thailand …
ระหว่างป่าดงพงพี กับป่าคอนกรีต…
ระหว่างเทคโนโลยี กับปาฏิหารย์…
ระหว่างปุ๋ยคอก กับ N.P.K. …
ระหว่าง การปฏิสังขรณ์กับการปฏิรูป เอ๊ย…ปฏิแรด
ในยุคนั้นสภาพแวดล้อมยังดี ฟ้าฝนยังตกต้องตามฤดูกาล พื้นดินยังไม่เสื่อมโทรม ไม่ต้องใส่ปุ๋ยฉีดยาไล่แมลงใดๆ ถึงราคาผลผลิตจะต่ำ แต่ต้นทุนก็ต่ำมากด้วย จึงมีเงินที่ได้จากการเก็บนุ่นในแต่ละปีเพียงพอต่อการส่งลูกๆ เรียนกันทุกคน ปัจจุบันพี่ๆ น้องๆ ผมก็มีความเป็นอยู่ตาม วิบากกรรม ส่วนใหญ่พอเรียนสูงๆ แล้วก็มีครอบครัว ปักหลักปักฐานอยู่ในกรุงเทพฯ แล้วก็เป็นคนเทพเต็มตัว คนที่เรียนสูงๆ ต้องรับกรรมกัน ทั้งนั้นแหละครับ กลับมาบ้านเกิดเมืองนอนไม่ได้ เพราะวิชาที่เรียนมาต้องเอาไปใช้ที่กรุงเทพฯ ทำให้คนที่เรียนน้อยอย่างผมกลายมาเป็นปู่โสม เฝ้าทรัพย์แต่ผู้เดียว แต่ก็สบายอกสบายใจดีอยู่นะครับ ไม่เกี่ยงเรื่องที่ตัวเองเรียนมากเรียนน้อยอะไร คนเราถ้ารักที่จะเรียน อยู่ที่ไหนก็เรียนได้รู้ ได้ ไม่อย่างนั้นผมจะบินไปบรรยายให้นนักศึกษาปริญญาเอก ปริญญาโท ฟังจนสมองแฉะรึครับ…
ชีวิตในเยาว์วัยของผมติดดินขนานแท้ เพราะอยู่กับดินกินกับทรายอย่างธรรมชาติ วิ่งเล่นในป่า ชมนกชมไม้ ตั้งแต่ตัวเล็กๆ จนกระทั่งมา เข้าโรงเรียนในตัวอำเภอ ทุกครั้งที่ปิดเทอมผมก็จะเผ่นไปที่สวนอย่างไม่รั้งรอ เพราะใจจดใจจ่ออยู่กับสภาพแวดล้อมที่มีอะไรรอคอยเราอยู่เสมอ โดยเฉพาะพลเมืองของผึ้งมิ้มและผึ้งหลวง เนื่องจากเป็นอาณาบริเวณที่ใครๆ ปลูกต้นนุ่น ซึ่งมีน้ำหวานในช่วงออกดอกเป็นจำนวนมหาศาล เดิน ไปไหนก็จะได้ยินเสียงผึ้งบินหึ่งๆ เต็มไปหมด แม้แต่กระถางดินที่เราใช้เป็นภาชนะใส่น้ำเลี้ยงไก่ ผึ้งก็ยังมาตอมจนดำมืดเต็มไปหมด ตอนเด็กๆ ผมจึงมีเพื่อนในป่ามีอาหารว่างจากป่า มี…
น้ำหวานจากรวงผึ้งที่อาศัยอยู่ในกอไผ่รอบบ้าน…มันแกว เผือกเผา ให้ชื่นชิมพร้อมน้ำข้าวหมอกรุ่นอุ่น อยู่ในถ้วยตราไก่ยามเช้าตรู่…ข้าวโพดปิ้ง กล้วยเผายามเรานั่งล้อมวงในช่วงค่ำคืนที่มีพระจันทร์แจ่มกระจ่างร่วมผสมโรง…นิทานปรัมปราที่ ยายเล่าก่อนจะหลับกลางชาน ภายใต้แสงเดือนสุกสกาว…มีเสียไก่ขันคอยปลุกให้ลุกแต่เช้ามืดมาดูพระอาทิตย์โผล่ขึ้นจากยอดไม้… ผมเรียนอยู่ในตัวอำเภอสตึกในช่วงประถมต้น พอขึ้นชั้นมัธยมต้นไม่สบายต้องย้ายไปเรียนที่จังหวัดสุรินทร์เพื่อจะได้ไปอยู่ใกล้หมอ พอ อาการดีขึ้นบ้างก็ย้ายกลับมาเรียนที่บ้าน ช่วงที่เรียนที่บ้านผมเป็นนักเรียนของโรงเรียนประชาอนุสรณ์ (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นโรงเรียนอนุบาลสตึก) และเรียนระดับมัธยมที่โรงเรียนสตึก
ถึงจะอยู่ที่สตึกช่วงสั้นๆ แต่เนื่องจากเป็นเด็กชอบกิจกรรม และได้รับเลือกให้เป็นประธานโรงเรียน
มีบทบาทหน้าที่สารพัดละครับ เช่น ได้ร่วมกับเพื่อนตั้งเป็นกลุ่มยุวกสิกรร่วมกับ นายอ้อ มีสิทธิ์ เกษตรอำเภอสมัยนั้น จากผลงานของเด็กๆ ทำให้อาจารย์ใหญ่ นายเสริม พลศรีพิมพ์ ได้รับการคัดเลือก ให้เป็นที่ปรึกษายุวกสิกรดีเด่นไปดูงานที่ประเทศเกาหลี ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจมากที่สมัยนั้นผู้บริหาร โรงเรียนก็ได้ไปต่างประเทศ กลับมาอาจารย์ใหญ่เล่าเรื่องเกาหลีให้ฟังอย่างสนุก ส่วนผมเองได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของจังหวัดบุรีรัมย์ไป ร่วมประชุมยุวกสิกรแห่งชาติครั้งที่ 7 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และยังเคยเหมารถไฟพาเพื่อนครึ่งโรงเรียนเดินทางไปทัวร์กรุงเทพฯ กลับ มามีเรื่องเล่ากัน 2 ปีไม่จบ
ผมประทับใจในครูบาอาจารย์ที่สอนผมมาทุกท่าน ครูสมัยนั้นเป็นที่พึ่งพาของลูกศิษย์ได้สารพัดเรื่อง เป็นกระโถนท้องพระโรงสำหรับ เราจริงๆ เมื่อเด็กมีที่ปรึกษาที่ดี เด็กสมัยก่อนจึงไม่ค่อยมีปัญหา และที่ผมจับความรู้สึกได้ก็คคือ “ครูสมัยนั้นรักลูกศิษย์ทุกคน” อนุภาพความรัก ของครูนั้นบรรเทาปัญหาได้ทุกอย่าง โดยเฉพาะ นายเสริม พลศรีพิมพ์ นี่ละครับ ที่ยกพิมพ์ดีดมาวางตรงหน้าแล้วบอกว่า “ไปหัดพิมพ์มา ให้ดูสิ”
โอ้โฮ้…อาจารย์ ทำไมถึงทำกับผมได้…สาเหตุก็มาจากผมและเพื่อนๆ ออกวารสารประจำโรงเรียน คงจะพิมพ์ตกๆ หล่นๆ เพราะช่วย กันเขียนหลายคน แล้วใช้ภาษาท้องถิ่นกันมากในสำนวนที่เล่าขานเรื่องต่างๆ เช่น กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตร จังหวัดฯ เมื่อเขาได้รับแล้วคงจะมีข้อเสนอแนะมายังท่านอาจารย์ใหญ่ ท่านจึงมาเช็กบิลเอากับผม ให้ผมพิมพ์และตรวจสอบให้เรียบร้อยก่อนที่ จะส่งออกนอกรั้วโรงเรียน ผมต้องมานั่งจิ้มพิมพ์ดีดกระเป๋าหิ้วรุ่นบุโรทั่ง ด้วยการฝึกฝนเรียนเองจนพิมพ์ได้พอสมควร
ประสบการณ์ตรงนี้ ผมเอามาใช้สมัยที่ซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องแรก เนื่องจากรู้ภาษาอังกฤษแค่งูๆ ปลาๆ ทำให้ไม่ทราบความหมายและคำ อธิบายต่างๆ จึงกดแป้นพิมพ์ดีดมั่วไปหมด สุดท้ายเครื่องก็พัง…พังก็ซ่อมไม่ได้ ซ่อมไม่ได้ก็ซื้อเครื่องใหม่ การที่เครื่องพังกับมือทำให้ผมเรียน คอมพิวเตอร์ได้อย่างเข้มข้น เหตุที่ทำเช่นนี้ เพราะผมอยู่ในป่า จะถามใครบ่อยๆ ก็เกรงใจเขา จึงกดโน่นกดนี่ หาประสบการณ์แบบไม่รอใคร
ช่วงที่ผมไปซื้อรถคันแรกในชีวิตที่จังหวัดขอนแก่นก็เช่นกัน ก่อนไปก็เปิดดูแคตาล็อกรถอยู่บ้างเหมือนกันละครับ แต่พอนั่งผ่านบริษัท ประชายนต์ก็บอกสามล้อถีบให้เลี้ยวเข้าไป สุดท้ายก็ตกลงซื้อรถโฟล์กเต่ามาคันหนึ่ง เจ้าหน้าที่ฝ่ายขายบอกให้ผมลองขับดู ผมบอกว่าขับไม่เป็น เล่นเอางงทั้งบริษัท เขาลองให้เหยียบคันเร่ง ผมก็เหยียบจมมิด ควันออกจากท่อไอเสียดำโขมงไปทั้งบริษัท ผู้จัดการวิ่งหน้าตื่นลงมาถามสาเหตุ
สุดท้ายก็มาลงตัวที่ว่า ผู้จัดการต้องขับรถมาส่งผมที่จังหวัดสุรินทร์ด้วยตนเอง และในระหว่างที่นั่งมาครึ่งทาง 100 กม.แรก ผมก็เรียนทฤษฎี ขับรถเหยียบเบรกเหยียบคลัตช์ทำยังไง เข้าเกียร์ยังไง…อีก 150 กม. หลังเรียนภาคปฏิบัติ โดยมีผู้จัดการบริษัทนั่งอยู่ข้างๆ คอยบอกบทบอก เทคนิคต่างๆ สุดท้ายผมก็เอาตัวรอด สามารถขับรถเข้าจอดหน้าบ้านให้หวานใจยืนตะลึงอ้าปากหวอออ…
บางช่วงที่ต้องย้ายเข้าไปเรียนที่กรุงเทพฯ เพื่อสะดวกต่อการเข้าโรงเรียนและโรงพยาบาล การเล่าเรียนจึงกระท่อนกระแท่นต่อไม่ติด ผม เรียนชั้น ม.7 ที่โรงเรียนสันติราษฎร์บำรุง แต่ก็ไม่รอด จึงออกนอกระบบการเรียนแต่นั้นมา ปรับเปลี่ยนมาเรียนรู้งกๆ เงิ่นๆ ด้วยตนเองจนถึง บัดนี้ ลองนับนิ้วดู ผมเกิดปี พ.ศ.2491 ถ้าไล่เลียงก็เลยวัยกลางคน ผมมีอายุ 53 – 54 ปี คงจะเหลือเวลาเรียนรู้นอกโลงอีกไม่กี่ปีแล้วสินะ
ผู้ที่มาสนทนาด้วยโดยเฉพาะนักศึกษาที่มาทำวิทยานิพนธ์ หรือศึกษาดูงาน เขานึกว่าผมคงเรียนมาสูง อย่างน้อยก็คงจะจบปริญญาโท อะไรทำนองนั้น บางคนถึงกับคาดหมายว่าคนที่คุยด้วยอยู่นี้จบด็อกเตอร์ เพราะดูจะรู้เรื่องอะไรๆ เกินธรรมเนียมของชาวบ้านทั่วๆ ไป พูดถึงมิติ ทางสังคมเป็นฉากๆ พูดถึงการออกแบบชีวิต พูดถึงการปฏิรูปการศึกษา การวิจัยและการพัฒนาเชิงรุก เชิงปฏิบัติการ จะตอบจะถามดูมันลื่น ไหลไปเสียหมด แหม…คนอย่างผมจะไปจบด็อกแด๊กอะไรกัน แต่ขอยืนยันนะครับว่า ผมเป็นศิษย์มีครู ครูผมเยอะหลายรุ่นหลายลำดับดังนี้
- ศ.เสน่ห์ จามริก เป็นองค์กะถามิใหญ่ ที่คอยเคี่ยวงวดผมในด้านวิชามิติทางสังคม
- ศ.นพ.ประเวศ วะสี เป็นครูสอนผมในวิชาหน้าที่มนุษย์ ศ.ระพี สาคริก เป็นครูสอนผมด้านความสัมพันธ์มนุษย์กับธรรมชาติ
- อาจารย์นฤมล ปราชญโยธิน เป็นครูด้านการศึกษาเชิงประจักษ์ อาจารย์ประภาภัทร นิยม เป็นครูด้านการศึกษาเชิงประจักษ์
- ดร.กษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เป็นครูด้านการศึกษา
- ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ เป็นครูด้านวิจัยการศึกษา
- ดร.อุษา กลิ่นหอม เป็นครูด้านระบบนิเวศธรรมชาติพื้นบ้าน
- อาจารย์ชาตรี คงสำราญ – อาจารย์สุรินทร์ กิจนิตชีย์ เป็นครูผมในลักษณะศิราณี ตอบทุกเรื่องที่ถาม
ไม่มีข้อสงสัยใดที่ท่านเหล่านี้ตอบให้กระจ่างใจไม่ได้ แถมยังฝากกำลังใจมาให้หลายปี๊บทุกครั้งที่เฉลยปัญหา จะเห็นว่าผมโชคดีตรง ที่มีครูดีคอยเคาะกระโหลก นอกจากนี้ยังมีครูบาอาจารย์นับร้อยรวมทั้งหมอนักพัฒนาหัวใจเสริมใยเหล็ก เช่น น.พ.อภิสิทธิ์-พ.ญ.ทานทิพย์ ธำรงวรากูร แห่งโรงพยาบาลอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น รวมทั้งปราชญ์ชาวบ้าน ต้นไม้ใบหญ้า น้ำหมอกน้ำค้าง นกหนูปูปลาที่อยู่รอบๆ ตัว ล้วนเป็นครูแห่งครูที่สร้างความรู้ให้กับผมทุกเมื่อเชื่อวัน ผมจึงเป็นนักเรียนนอกระบบตามอัธยาศัยตัวจริงยังไงล่ะครับ .
—————————————————————————————————————
ที่มา : วารสารไลฟ์ แอนด์

← กรุงปารีส ประกาศอิสรภาพจากรถยนต์ด้วย Velib ↑ กลับด้านบน ↑ "ก้าวแรกสำคัญกว่า" →